ชี้ช่องทางมนุษย์เงินเดือน หารายได้เสริม ปลูกผักขายนี้ขาย ลงทุนน้อยก็สร้างอาชีพได้

ช่วงนี้เริ่มเห็นมนุษย์เงินเดือน หันมาเอาดีทำการเกษตรกันเยอะเลย โดยเฉพาะการปลูกผักขายเป็นรายได้เสริม บางคนก็ถึงขนาดออกมาเปิดฟาร์ม ทำแบบจริงจังกันเลยก็มี ส่วนใครที่สนใจแต่อาจจะยังลังเลไม่รู้จะปลูกอะไรดี ลองดูบทความนี้กันเลย

1. เพาะเห็ดฟางในตะกร้า

ต้นทุนอุปกรณ์ค่าใช้จ่าย

1.ตะกร้าพลาสติก ใบละประมาณ 40 บาท

2.lชื้อเห็ดฟาง 15 บาท ใช้ได้ 2 – 3 ตะกร้า

3.อาหารเสริมสำเร็จรูป ถุงละประมาณ 30 บาท

การเก็บผลผลิต

จะเริ่มเก็บได้ในวันที่ 8 – 9 ของการเพาะ และเก็บต่อได้อีกประมาณ 5 วัน รวมผลผลิตต่อตะกร้าอยู่ที่ราว 2 กิโลกรัม

ราคาและช่องทางจัดจำหน่าย

ราคาจำหน่าย

ประมาณ 50 – 100 บาทต่อกิโลกรัม แล้วแต่คุณภาพ แต่ถ้าเป็นฤดูหนาวเห็ดฟางมักมีราคาสูงขึ้นกว่าช่วงอื่น ๆ เนื่องจากผลผลิตออกมาน้อย แต่ความต้องการบริโภคมีตลอดทั้งปี

สำหรับช่องทางขาย

นำไปขายตามตลาด หรือส่งตามห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ หากนำเห็ดฟางแปรรูป เช่น อบแห้ง ก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าขึ้นไปอีก

2. ต้นอ่อนทานตะวัน

ต้นทุนอุปกรณ์ค่าใช้จ่าย

1.ถาดสำหรับปลูก ใบละ 30 – 40 บาท

2.ดินปลูก ถุงละ 10 บาท

3.เมล็ดทานตะวัน กิโลกรัมละ 50 – 100 บาท

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

สามารถเก็บได้ 5 – 7 วัน นับจากวันที่ลงภาชนะปลูก โตได้ดีในที่อากาศเย็น โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาว สำหรับเมล็ดทานตะวัน 1 กิโลกรัม จะได้ต้นอ่อน 4 – 5 กิโลกรัม

ราคาและช่องทางจัดจำหน่าย

ราคาขายส่งต้น ประมาณ 80 – 100 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ดี หากมีลูกค้ากลุ่มร้าน อาหารเพื่อสุขภาพ และสามารถส่งขายตามออเดอร์ได้ ราคาก็จะสูงถึง 120 บาทต่อกิโลกรัม

3. ผักสลัดไฮโดรโปนิกส์

ต้นทุนอุปกรณ์ค่าใช้จ่าย

1.ซื้อชุดปลูกสำเร็จรูป ราคาเริ่มต้น 500 บาท หรือจะทำเองด้วยท่อ PVC ก็ได้

2.เมล็ดผักสลัดถุงละ 15 – 20 บาท

3.บุ๋ยลิตรละประมาณ 100 บาท

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

เก็บขายได้หลัง 45 วัน โดยชอบอากาศเย็น ทำให้โตและมีน้ำหนักดีในช่วงหน้าหนาว

ราคาและช่องทางจัดจำหน่าย

ราคาขึ้นอยู่กับผลผลิตที่ออกมาสู่ตลาด โดยหน้าร้อนจะราคาสูง ส่วนหน้าหนาวราคาจะถูก ราคาขายส่งหน้าฟาร์มเฉลี่ยอยู่ที่ 80 – 120 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากส่งตามร้านอาหาร หรือขายให้กลุ่มคนสายสุขภาพ ราคาขายก็จะสูงขึ้นอีก 20 – 30%

เรียบเรียงโดย me-panya