การเลี้ยงปลา ด้วยฟางข้าว วิธีเลี้ยงปลาด้วยธรรมชาติ

ในเรื่อของการนำฟางข้าวมาเลี้ยงปลา ความคิดนี้เป็นของคุณ มงคล ทวีสิน เกษตรกร ต.ตะกุดไช อ. ชนแดน จ. เพชรบูรณ์ ที่เป็นผู้ค้นพบการเลี้ยงปลาด้วยฟางข้าวเป็นอาหารโดยบังเอิญ กล่าวคือ คุณ มงคล ทวีสิน เคยเลี้ยงปลาด้วยอาหาร สำเร็จรูปที่ขายอยู่ตาม ท้องตลาด แต่ไม่สำเร็จ ประสบกับการขาดทุนจึงยกเลิก และนำฟางข้าวมาถมบ่อเพื่อที่จะกลบบ่อ ปรากฏว่าเห็นปลาที่เหลืออยู่มากินฟางข้าวที่จมอยู่ในน้ำ ฟางข้าวก็หมดไป น้ำในบ่อก็ไม่เสีย เมื่อลองจับปลามาสังเกตดู ก็เห็นว่าปลามีสภาพอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี จึงเกิดความคิดที่ว่า ฟางข้าวน่าจะนำมาเลี้ยงปลาได้ อย่างแน่นอน

เพื่อที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง คุณ มงคล ทวีสิน ได้ลงมือทำการพิสูจน์ อย่างจริงจัง โดยปล่อยปลาสวายตัวเล็ก ปลาทับทิม ปลาสลิด ปลาดุกอุ้ย ลงในบ่อปลา โดยปลาที่ปล่อยนั้น เป็นปลากินพืชทั้งหมด แล้วใช้กองฟางสุม เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ก็ทดลองจับปลาออกขาย ปรากฏว่าได้ปลาขนาดใหญ่ตามที่ตลาดต้องการ ปลาสวายขนาดเกือบ 2 กิโลกรัม ปลาทับทิมตัวละ 3-4 ขีด ปลาดุกอุ้ย 3-4 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ปลาสลิดก็มีขนาดใหญ่ นี่คือที่มาของความคิดที่ใช้ฟางข้าวเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีธรรมชาติ ที่ไม่เคยมีใครทราบมาก่อน การค้นพบครั้งนี้ ถือว่ามีคุณค่าต่อเกษตรกรอย่างมาก ขอให้เกษตรกรที่นำวิธีการเลี้ยงปลาด้วยฟางข้าวไปใช้ จงระลึกถึงเจ้าของความคิด และช่วยกันแพร่หลักคิดนี้ ให้กว้างไกลออกไปจะได้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทย

ภาวะปัจจุบันปลาน้ำจืดจากแหล่งน้ำธรรมชาติมีน้อยลง ไม่เพียงพอต่อการบริโภค ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เกษตรกรส่วนหนึ่งได้หันมาเลี้ยงปลาน้ำจืด จำหน่าย แต่ก็ต้องประสบสภาวะขาดทุน หรือไม่ก็ได้กำไรน้อย ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เนื่องจากอาหาร สำเร็จรูป มีราคาแพง การเลี้ยงปลาในแนวธรรมชาติแม้จะใช้เวลานานกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป แต่คุณภาพของปลาเหมือนกับปลาที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ จึง ขายได้ในราคาสูง ประกอบกับต้นทุนน้อย จึงประกันได้ว่าคำว่าขาดทุนหรือกำไรน้อยไม่มีอย่างแน่นอน อยากมีรายได้มากๆก็ให้เพิ่มจำนวนบ่อมากขึ้น และขยันหาฟางข้าง ให้เพียงพอต่อการฤดูการเลี้ยงปลา และฤดูการเก็บเกี่ยว

การเลี้ยงปลาด้วยฟางข้าว จะใช้บ่อเก่าหรือขุดใหม่ก็แล้วแต่ ความลึกของบ่อควรจะเป็น 2 เมตร เป็นอย่างน้อย ขนาดของบ่ออาจจะเป็น 1 ไร่ หรือ 2-3 งาน เมื่อนำน้ำใส่ในบ่อแล้ว ให้หามูลโค หรือ กระบือ ใส่ไว้เพื่อเพาะไรน้ำ ก็จะเกิดขึ้นซึ่งจะได้เป็นอาหารของปลากินเนื้อต่อไป

การ เลี้ยงปลาด้วยฟางข้าวปล่อยลูกปลากินพืช เช่น ปลาสวาย ปลานิล ปลาทับทิม ปลาสลิด และลูกปลากินเนื้อ เช่น ปลาหมอ ปลาดุกอุ้ย ในพื้นที่บ่อ 1ไร่ ปล่อยลูกปลาจำนวน 10,000 ตัว ปลากินพืชจะกินฟางข้าว

การให้ฟางข้าว เกษตรกรจะต้องกองฟางข้าวไว้ที่ริมบ่อ ส่วนหนึ่งให้จมน้ำ ควรวางฟางข้าวไว้ใต้ลม เพื่อให้ได้รับอากาศจากลมพัด และฟางจะได้ไม่กระจายไปทั่วบ่อ เมื่อฟางข้าวใยบ่อยุบตัวลง ก็ดันฟางข้าวที่ขอบบ่อลงไป ปลาก็จะมากินฟางข้าว

การเลี้ยงปลาโดยวิธีนี้ไม่ต้องให้อาหารอื่นใดเลยนอกจากฟางข้าวเพียงอย่าง เดียว เกษตรกรจะต้องกำหนดให้เวลา 1 ปี หมดฟางข้าวพอดี ก็จะเหลือแต่ฟางข้าวที่เป็นตอซังแข็งๆ เท่านั้นที่เหลืออยู่ที่ริมบ่อ การจับปลาจะต้องดูว่าช่วงใดราคาแพง ให้เลือกจับในช่วงนั้น หากช่วงใดราคาไม่ดี เราก็ขยายเวลาออกไปก่อน เพราะไม่มีต้นทุนอาหาร ยิ่งนานออกไปปลาก็ยิ่งโต ปลาก็ยิ่งได้ราคา

การเจริญเติบโตในระยะเวลา 1 ปี การเติบโตของปลา เฉลี่ยแล้ว ปลาสวาย ตัวละ 2 กิโลกรัม ปลาทับทิม ตัวละ 3-4 ตัวต่อกิโลกรัม ปลาหมอ ขนาด 5-6 กิโลกรัม

คุณภาพ ของปลาเหมือนกับปลาที่จับมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ปลาไม่ผอม ไม่มีกลิ่น การคำนวณรายได้ต่อบ่อ ต่อไร่ คำนวณอยาก เนื่องจากขึ้นอยู่กับจำนวนอัตรา การรอดของปลาเป็นสำคัญ หากได้น้ำหนักโดยรวมประมาณ 1 ตัน ต่อพื้นที่บ่อ 1 ไร่ ซึ่งเป็นอัตราขั้นต่ำ ก็มีรายได้แล้วไม่น้อยกว่า 60,000 บาท และ ที่สำคัญที่คันบ่ออย่าปล่อยให้ว่าง ควรหาพืชยืนต้นมาปลูก จะเป็นมะพร้าวตาล หรือ มะพร้าวน้ำหอม ชมพู่ทับทิมจันทร์ ฝรั่ง ส้มโอ พืชสวนครัว หรือพืชเก็บยอดก็ดี

เพื่อสร้างรายได้รายวันรายได้รายเดือน ส่วนปลาก็เป็นรายได้รายปี คิดแบบนี้ ทำแบบนี้ ครอบครัวมีอนาคตครับ หลักคิดนั้นสำคัญครับ ท่านที่อ่านแล้วนำไปปฏิบัติลงมือทำ ในการทำครั้งต่อไป หรือ คิดที่จะปลูกสิ่งใดๆต่อไป ท่านควรคิดเพื่อสร้างหลักคิดเป็นของตัวเอง คิดให้ดี ก้าวหน้า และลงมือทำครับ

เนื้อหาโดย Me-panya